benjasiri
Untitled Document
Google
Monthly Newsletter
Subscribe newsletter

Untitled Document news thai
What's on?

Ramada Plaza Menam Riverside Bangkok
Father?s Day Celebration
Golden Tulip Sovereign Hotel Bangkok
Celebrate Father?s Day
Sheraton Pattaya Resort
Special Weekend for Father
Fathers Dine Free
Sofitel Bangkok Silom
Pullman Bangkok King Power
Pullman Bangkok King Power
Festive Goodies & Holiday Gifts @ Treats Gourmet
Chatrium Hotel Riverside Bangkok
Vic Hua Hin
Fringe Festival 2011/12
V Villas Hua Hin
V Villas Hua Hin ? December Specials
Anantara Bangkok Riverside Resort & Spa
Trader Vic?s & Benihana Return Better Than Ever
ARDEL Gallery of Modern Art (Boromrachachonnanee Rd.)
The Essence of Impermanence
Mandarin Oriental, Bangkok
CULINARY WINTER DELIGHTS
Buddy Oriental Riverside Pakkred
Buddy Oriental Riverside Pakkred Re-Opening After Flood Situation
The World and Ginger, Centara Grand at CentralWorld
Flavours of the Mediterranean
BANYAN TREE BANGKOK
FESTIVE TREASURES UNDER THE BANYAN TREE!
DOB Hualamphong Gallery (Rama 4 Road)
See Saw Seen IV
Amari Atrium Bangkok
Festive Celebrations
Centara Hotels & Resorts
Centara Hotels & Resorts opens a new luxury and indulgence Spa Cenvaree in Krabi

Menu
 Places to Go
 
Home
website hit counterStats
Hotel Booking
Bangkok
Pattaya
Krabi
Chiang Mai
Koh Samui
Phuket
Koh Chang
Koh phangan
Hua Hin
Cha-am
Other
Bangkok Places
The Grand Palace
Wat Trimit
Wat Bukhalo
Siam Paragon
MBK
The Royal Barges
Marimekko – Fabrics, Fashion
Siam Ocean World Bangkok
Saphan Phut
Wat Sri Mahamariamman
Phyathai Palace
Jim Thompson
Untitled Document
Hotels & Resorts
Hilton Phuket Arcadia Resort & Spa
InterContinental
Bangkok
The Grand Hyatt
Erawan Bangkok
Sheraton Krabi Beach Resort
Sri Panwa
Pimalai Resort & Spa
Aleenta Resort & Spa
Phuket - Phangnga
Royal Orchid Sheraton
Nakamanda Resort
Old Bangkok Inn
Banyan Tree Bangkok
Four Seasons Hotel Bangkok
Untitled Document
Restaurants
Supatra River House
Petsaichon
Restaurant
Henry J.Bean's Bar and Grill
Acqua
Bangpoo Resort
Silom Village
Chatuchak Cafe
Madison
Le Vendome
Tsu-Nami
Spring
Untitled Document
Shopping
The Exhibition in Honor of His Majesty the King
Hua Hin Jazz Festival 2006
ICT EXPO 2006
Wat Arun
Festival 2006
Oliviers & Co
Fireworks in the 60th Anniversary Celebrations
Spas
Blue Lagoon Spa
Chi Spa
The Purple Spa
Inner Spa
Crystal Spa
Divana Spa
Sivara Spa, Amari Trang Beach Resort
Banyan Tree Spa, Phuket
Travel
วัดพระธาตุหนองบัว
จ.อุบลราชธานี
วัดพระเหลาเทพนิมิตร
พระมงคลมิ่งเมือง
ดงลำดวน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.ศรีษะเกษ
วัดพระพุทธบาทยโสธร
ปราสาทสระกำแพงใหญ่
วัดมหาธาตุยโสธร
Sarapadnuek Cave,
Pak chong
Koh Samet
The Corral at Ayutthaya
Sanctuary of Truth
Khao Yai
Trang
JJ Market
Articles
Everywhere is Elephant
Visaka Puja Day
Thailand: the Culture
of Rice
Songkran Festival
Untitled Document
Provinces
Ubon Ratchathani
Phuket
Mae Hong Son
Lop Buri
Sukhothai
Trat
Surat Thani
At-Bangkok
In the News
Other Information
Art Galleries
Bangkok Theatres
Transportations
Banks
Embassies
 
Photo Exhibition
Link Exchange
 

 
Untitled Document
:: At-Bangkok ::
click on a button to get a Java Software
to view panoramic tours get Java
 
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
สภาพภูมิศาสตร์
ความเป็นมา
การเดินทาง
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
  วัดพระธาตุดอยกองมู
  วัดจองคำ
  วัดจองกลาง
  ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ
เทศกาล
  งานประเพณีปอยส่างลอง
  งานประเพณีจองพารา
  งานเทศกาลดอกบัวตอง
ที่พัก
ร้านอาหาร
รูปจังหวัดแม่ฮ่องสอน
 
จังหวัดแม่ฮ่องสอน

คำขวัญประจำจังหวัด
หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง

สัญลักษณ์:
- เป็นรูปช้างในท้องน้ำ
ความหมาย:
การฝึกช้างป่าให้รู้จักการบังคับบัญชาในการรบและงานด้านต่าสาเหตุที่ใช้รูปช้างในท้องน้ำเป็นตราประจำจังหวัดนั้นก็เพราะเป็นที่มาของการตั้งเมืองแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มจากการที่เจ้าแก้วเมืองมาออกจับช้างให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2368-2389) และได้รวบรวมชายไทยใหญ่ให้มาตั้งบ้านเมืองเป็นหลักแหล่งขึ้น 2 แห่ง มีหัวหน้าเป็นผู้ปกครอง คือ ที่บ้านปางหมู และบ้านแม่ฮ่องสอน สาเหตุที่เรียกว่าแม่ฮ่องสอนก็เพราะว่าได้มาตั้งคอกฝึกช้าง ณ บริเวณลำห้วยแห่งนี้นั่นเอง

อักษรย่อจังหวัด : มส.
 
สภาพภูมิศาสตร์
  แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดชายแดนจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับสหภาพพม่า ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของภาคเหนือ โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพ ฯ 942 กิโลเมตร มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 12,681 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันแบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ กับ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอแม่สะเรียง อำเภอขุนยวม อำเภอปาย อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอสบเมย และกิ่งอำเภอปางมะผ้า
ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน แห่งสหภาพพม่า
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่
ทิศตะวันตก ติดต่อกับสหภาพพม่า
   
 
ประวัติความเป็นมา
 

เมืองแม่ฮ่องสอนเดิมเป็นชุมชนบ้านป่า ไม่มีผู้ใดปกครองจะมีแต่ชายไทยใหญ่บางส่วน จากชายแดน ประเทศสหภาพพม่า ที่อพยพเข้ามาทำกินทำไร่ทำสวนเป็นบางฤดูกาลเท่านั้น ความสำคัญสมัยนั้นเป็นเพียงทางผ่านของกองทัพพม่า ที่เดินทัพผ่านไปตีกรุงศรีอยุธยาหรือ หัวเมือง ฝ่ายเหนือของไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบรี
ตามตำนานเมืองแม่ฮ่องสอนกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2374 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทางแคว้นล้านนาไทยเมืองพิงคนครหรือเมืองเชียงใหม่มีพระยา เชียงใหม่ซึ่งต่อมาได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าเป็นพระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี ได้ทราบว่า ทางตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็คือดินแดนที่เป็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอนปัจจุบัน มีภูมิประเทศเป็น ภูเขาสูง ป่าทึบ และเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช้างป่าที่ชุกชุมมาก จึงมีบัญชาให้ เจ้าแก้วเมืองมา ผู้เป็นญาติแม่กองนำไพร่พล นำช้างต่อหมอควาญ ออกไปสำรวจความเป็นไปของ เหตุการณ์ชายแดน ด้านตะวันตก พร้อมให้จับช้างป่ามาฝึกสอนใช้งานต่อไป

   เมื่อรับบัญชาแล้วเจ้าแก้วเมืองมาก็ได้นำไพร่พลช่างต่อและหมอควาญช้างจนพร้อมแล้วจึงออกเดิน ทางจากเมืองเชียงใหม่มุ่งสู่หมู่บ้านเวียงปายหรืออำเภอปายปัจจุบันที่นี้เจ้าแก้วเมืองมาและคณะพักอยู่ ชั่วเวลาหนึ่งก็เดินทางต่อคราวนี้มุ่งสู่ทิศใต้ลัดเลาะตามลำน้ำปายขึ้นสู่ภูเขาอีกครั้งหนึ่ง
   การเดินทางช่วงนี้ใช้เวลามากกว่าเดิมลงสู่แม่น้ำปายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงแม่น้ำปายก็พบว่ามีชุมชน หมู่บ้านเล็ก ๆ มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มาก เป็นคนไต หรือ ไทยใหญ่บริเวณหมู่บ้านติดแม่น้ำปายมีป่าและ ที่ราบ และที่ราบวางเปล่ามากมาย เห็นว่าทำเล ที่ตั้งของหมู่บ้านนี้ดีมาก สามารถขยายให้เป็นหมู่บ้าน ที่ใหญ่โต ได้ในภายหน้าและที่ใกล้หมู่บ้านยังมีโป่งเป็นแห่ง ๆ มีหมูป่าลงมากินดินโป่งชุกชุมมาก เหมาะสำหรับ ตั้งเป็นหมู่บ้านเป็นอย่างดี
                เจ้าแก้วเมืองมาจึงได้รวบรวมผู้คนที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายให้มาอยู่รวมกันให้มีการคัดเลือก นาย บ้านเรียกว่า "เหง" ก็ได้ "นายพะก่าหม่อง" คนไทยใหญ่เป็นเหง (กำนัน) ปกครองหมู่บ้านและ ให้ชื่อหมู่ บ้านว่า "บ้านโป่งหมู" ต่อมากลายเป็นบ้านปางหมู ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
                เจ้าแก้วเมืองมาพร้อมกับพะก่าหม่อง ได้เดินทางต่อขึ้นไปทางทิศใต้นำช้างที่คล้องได้ จำนวนหนึ่งเดิน ทางมาจนถึงบริเวณที่เป็นตัวเมือง แม่ฮ่องสอนปัจจุบัน เป็นที่เหมาะสมดี มีลำน้ำไหลผ่านจากทิศตะวัน ออกสู่ทิศตะวันตก ลงสู่แม่น้ำปาย และยังมีลำธานไหลขนาบ ทางทิศเหนืออี เห็นว่าเป็นทำเลดีเหมาะที่จะ ตั้งเป็นที่ฝึกสอนช้างและตั้ง ถิ่นฐานบ้านเรือน จึงได้ตั้งคอกฝึกสอนช้างและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนจึงได้ตั้ง คอกฝึกสอนข้างริมลำน้ำ นั้น และกลายเป็นหมู่บ้านไทยใหญ่อีกแห่งหนึ่ง แต่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่าบ้านโป่งหมูหลักจากนั้น เจ้าแก้วเมืองมาคล้องช้างได้มากพอ ควรฝึกสอนอยู่ จนเห็นว่าควรเดินทางกลับได้จึงได้ตั้งให้ "แสนโกม" บุตรเขยของพะก่าหม่อมเป็น "ก้าง" (ผู้ใหญ่บ้าน) ปกครองดูแลและตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านแม่ร่องสอน" ต่อมาคำว่า "แม่ร่องสอน" ได้เพี้ยนมาเป็น "แม่ฮ่องสอน" ส่วนลำธานอีก แห่งหนึ่งทางทิศเหรือเรียกว่า "ลำน้ำปุ๊" เนื่องจากพบว่ามีน้ำผุดขึ้นมาจาก ดิน
                 บ้านแม่ร่องสอนเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับมา มีชนชาวไทยใหญที่อพยพเข้ามาอยู่มากขึ้น เนื่องจาก ระยะนั้นประมาณ ปี พ.ศ. 2399 ได้เกิดการจราจลทางหัวเมืองไตฝั่งตะวันตกของ แม่น้ำสาละวิน ทำให้ชาว ไทยใหญ่ที่รักสงบอพยพมามากขึ้นถึง ปี พ.ศ. 2409 เกิดการรบกัน ในหัวเมืองไทยใหญ่ ระหว่างเจ้าฟ้า เมืองนาย กับเจ้าฟ้า
โกหล่านแห่งเมืองหมอกใหม่เจ้าฟ้าโกหล่านสู้ไม่ได้จึงได้อพยพ ครอบควรเข้ามาอยู่ กับแสนโกมที่บ้านแม่ร่อง
สอนห้อมกับภรรยาชื่อ"นางเขียว"บุตรชื่อ"ขุนโหลง" หลานชื่อ "ขุนแอ" และหลานสาวคือ "เจ้านางนุ" และ
"เจ้านางเมี้ยะ" มาอยู่ด้วยถึงปี พ.ศ. 2417 บ้านแม่ร่องสอนกลายเป็นชุมชนใหญ่มีผุ้คนเข้ามาอาศัยเห็นว่า ควรจัดตั้ง เป็นเมือง ได้แล้ว เจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ตั้งให้ "ชานกะเล" ชาวไทยใหญ่ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองคน แรกมีบรรดาศักดิ์เป็น "พญาสิงหนาทราชา" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนในปี พ.ศ. 2417 ตรงกับรัชการที่ 5
                  ต่อมาปี พ.ศ. 2427 หลักจากทำนุบำรุงบ้านเมืองมาได้ 10 ปี พยาสิงหนาทราชาก็ถึง แก่กรรม ผู้ที่ ปกครองเมืองแม่ฮ่องสอนต่อมาคือ "เจ้านางเมี้ยะ" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนอยู่ 7 ปี ได้นำความเจริญ รุ่งเรืองมาสู่เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นอันมากและถึงแก่กรรมเมื่อปีพ.ศ.2434   เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนต่อมาคือ "ปู่ขุนโท้ะ" ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ เป็น "พญาพิทักษ์สยาม เขตครอง เมืองแม่ฮ่องสอนระหว่างปี ค.ศ. 2434 - 2448 ก็ถึงแก่กรรม
                  เจ้าเมืองแม่อ่องสอนคนสุดท้ายคือ "ขุนหลู่ชิง" บุตรของปู่ขุนโท้ะได้ปกครองแทนและได้รับ บรรดา ศักดิ์เป็น "พญาพิศาสฮ่องสอนบุรี" ครองเมืองแม่อ่องสอนระหว่าง ปี พ.ศ. 2448 - 2484 ต่อมาเป็น ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงไม่มีการแต่งตั้งอีก
                 พ.ศ. 2443 สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรม ราชโองการโปรด เกล้าฯ ให้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวม(แม่สะเรียง) และเมืองปายตั้งชื่อเป็น "บริเวณ เชียงใหม่ตะวันตก" ตั้งที่ว่าการขึ้นเมืองขุนยวมแล้วย้ายไป เมืองยวมในปี พ.ศ. 2446 ต่อมาเปลี่ยนชื่อ เป็น "บริเวณพายัพเหนือ" ขึ้นตรงต่อข้าหลวง มณฑลพายัพ และได้ย้ายมาตั้งที่ว่าการเมืองแม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2435ลุถึงรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ยกฐานะเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอน และโปรด เกล้าฯ ให้ พระศรสุรราช(เปรื่อง)เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนคนแรก
                 พ.ศ. 2475 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้จัดให้มีการปกครองใหม่ยกเลิกมณฑล ตั้งเป็นจังหวัด แบ่งเขตการปกครองเป็นอำเภอ เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นที่ตั้งอำเภอแม่ฮ่อง สอน เมืองยวมเป็นอำเภอแม่สะเรียง เมื่อขุนยวมเป็นอำเภอขุนยวม เมืองปายเป็นอำเภอปาย ขึ้นตรง ต่อกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่นั้นมา   นับถึง พ.ศ. 2549 เมืองแม่ฮ่องสอนมีอายุรวม 132 ปี
 
รูปภาพจาก Google
 
การเดินทาง
 

ู1.ทางรถยนต์         แม่ฮ่องสอนในอดีตเคยเป็นเมืองที่เร้นลับและแสนทุรกันดารในสายตาของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เนื่องจากเดิมนั้นการเดินทางเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีถนนเพียงสายเดียว คือ ทางหลวงหมายเลข 108 ซึ่งตัดจากจังหวัดเชียงใหม่ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด อำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย และอำเภอขุนยวม มาถึงอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางประมาณ 349 กิโลเมตร เส้นทางสายนี้เป็นทางตัดขึ้นเขาสูง มีความสวยงามและมีความคดโค้งนับได้มากถึง 1,864 โค้ง
                ในปัจจุบันมีถนนจากจังหวัดเชียงใหม่ถึงแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง คือทางหลวงหมายเลข 1095 หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่าเส้นทางสายแม่มาลัย-ปาย ตัดจากอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้กว่าร้อยกิโลเมตร เหลือระยะทางเพียง 245 กิโลเมตร
                นอกจากนี้ เส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางผ่านไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย อาทิ ห้วยน้ำดัง และถ้ำต่างๆ ปัจจุบันเป็นถนนราดยางอย่างดีตลอดสาย และหากนักท่องเที่ยวสนใจเดินทางจากจังหวัดตากไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยไม่แวะเข้าจังหวัดเชียงใหม่ก็สามารถเดินทางได้ตามทางหลวงหมายเลข 105 ผ่านอำเภอแม่สอด-แม่ระมาด-ท่าสองยาง ถึงอำเภอแม่สะเรียง มีระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร เป็นทางราดยาง
2.รถโดยสารประจำทาง       จากกรุงเทพฯ มีบริการรถโดยสารไปแม่อ่องสอนดังนี้
รถโดยสารธรรมดา บริษัท ถาวรฟาร์ม มีรถบริการทุกวัน โดยจะออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 วันละ 1 เที่ยว คือ 19.00 น. อัตราค่าโดยสาร 245 บาท รายละเอียดติดต่อ โทร. 936-3660, 936-3666
รถปรับอากาศ มีรถเอกชนวิ่งบริการ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 17 ชั่วโมง มีรถออกจากสถานีขนส่งสายเหนือทุกวัน เวลา 18.00 น. อัตราค่าโดยสาร 442 บาท รถวี.ไอ.พี. 502 บาท รายละเอียดติดต่อ บริษัท เมืองเหนือยานยนต์ทัวร์ โทร. 01-441-6871 หรือสำนักงาน แม่ฮ่องสอน โทร. (053) 611514
     จากเชียงใหม่ มีรถโดยสารประจำทางทั้งธรรมดาและปรับอากาศ วิ่งบริการ 2 เส้นทางคือ
สายเชียงใหม่-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน(ทางหลวงหมายเลข 108) มีบริการวันละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา 06.30-21.00 น. ใช้เวลาเดินทางถึงอำเภอแม่สะเรียง 4 ชั่วโมง ถึงแม่ฮ่องสอน 8 ชั่วโมง
                สายเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน
(ทางหลวงหมายเลข 107 และ 1095) มีบริการวันละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา 07.00-12.30 น. ใช้เวลาในการเดินทาง ประมาณ 6 ชั่วโมง รายละเอียดติดต่อ บริษัทเปรมประชาขนส่ง จำกัด โทร. (053) 244737, 242767
                3.เครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด มีบริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ - เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ทุกวันรายละเอียดติดต่อโทร.280-0070-90,628-2000สำนักงานเชียงใหม่ โทร. (053) 210043-5, 211044-7
สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทร. (053) 611297, 611194


แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
 

วัดพระธาตุดอยกองมู
                ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108 ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาขึ้นไปทางซ้ายมือ เป็นทางราดยางขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัด                 วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย “จองต่องสู่” เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย “พระยาสิงหนาทราชา” เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก วัดนี้มีงานเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ โดยเฉพาะในวันออกพรรษาจะมีการตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวด้วย
วัดจองคำ
                อยู่บริเวณสวนสาธารณะหนองจองคำ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2370 โดยช่างฝีมือชาวไทยใหญ่ มีศิลปะแบบต่างๆ ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ที่แปลกและงดงามมาก หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท เพราะมีคติว่าปราสาทเป็นของสูง ผู้ที่ประทับอยู่ในปราสาทควรจะเป็นพระมหากษัตริย์หรือตัวแทนพระศาสนา จึงเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวพม่า และมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งจำลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์ ประดิษฐานไว้เป็นพระประธานของวัด เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องจากเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว
วัดจองกลาง
                ตั้งอยู่เคียงข้างกับวัดจองคำ ภายในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ตุ๊กตาแกะสลักด้วยไม้เป็นรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ฝีมือแกะสลักของช่างชาวพม่า ซึ่งนำมาจากพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2400 นอกจากนี้ทางด้านจิตรกรรมยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจกเรื่องพระเวสสันดรชาดกและภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพแสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นหลายภาพ มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่าและมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือของช่างไทยใหญ่จากมัณฑะเลย์
ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ
                ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ตามเส้นทางหมายเลข 108 (แม่ฮ่องสอน-ขุนยวม) ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 1 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายตามทางหลวงสาย 1263 เข้าสู่ทุ่งบัวตองอีก 26 กิโลเมตร เป็นถนนราดยางมีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้างประมาณ 1 พันไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูง หน่วยที่ 5 กองอนุรักษ์ต้นน้ำ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อมๆ กันในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา มีความสวยงามมาก

                นอกจากนี้ ยังมีบริการให้เช่าเต็นท์ค้างแรมบนดอย ซึ่งจะมีสถานที่สำหรับตั้งเต็นท์ได้ประมาณ 100 หลัง ผู้สนใจสามารถติดต่อได้โดยตรงในวันที่ต้องการพักบริเวณหน่วยทำการบนทุ่งบัวตอง หรือหากต้องการจองล่วงหน้าให้ติดต่อกับทางอำเภอขุนยวมโดยตรง และบริเวณด้านหลังจุดชมวิว ยังมีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย


เทศกาล

งานประเพณีปอยส่างลอง
                หรืองานบวชลูกแก้ว เป็นประเพณีบวชเณรตามธรรมเนียมของชาวไทยใหญ่ เพื่อให้บุตรหลานได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและมีความเชื่อว่าจะได้รับบุญกุศลจากการบวชสามเณร งานนี้จัดให้มีขึ้นช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โดยชาวบ้านจะตกลงกันกำหนดวันนัดหมายให้ลูกหลานได้บวชเรียนพร้อมๆ กัน มีการประดับประดาผู้ที่จะบวชด้วยเครื่องประดับมีค่าอย่างสวยงาม และประกอบพิธีบวชตามวัดที่เจ้าภาพศรัทธา แต่เดิมปอยส่างลองเป็นประเพณีที่จัดเฉพาะในหมู่ญาติมิตรของเจ้าภาพ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2525 ได้เกิดมีแนวความคิดใหม่โดยจัดเป็นบรรพชาหมู่ร่วมกันมากถึง 200 รูป เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ทำให้ในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนนิยมจัดบรรพชาหมู่สืบต่อมาถึงปัจจุบัน ปอยส่างลองจึงได้กลายเป็นประเพณีที่จูงใจให้มีผู้สนใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

งานประเพณีจองพารา

                คือประเพณีส่วนหนึ่งในงานเทศกาลออกพรรษา (งานปอยเหลินสิบเอ็ด) คำว่า “จองพารา” เป็นภาษาไทยใหญ่แปลว่า “ปราสาทพระ” การบูชาจองพารา คือการสร้างปราสาทเพื่อคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้าที่จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศกาลนี้จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 11 โดยก่อนถึงวันงานจะมีการจัดงานตลาดนัดออกพรรษามีการนำสินค้าต่างๆ ที่จะใช้ในการทำบุญ เช่น อาหาร ขนม ดอกไม้ เครื่องไทยทานมาวางขายเพื่อให้ชาวบ้านได้หาซื้อข้าวของเครื่องใช้ในการเตรียมงาน และมีการจัดเตรียมสร้าง “จองพารา” ซึ่งเป็นปราสาทจำลอง ทำด้วยโครงไม้ไผ่ ประดับลวดลายด้วยกระดาษสา กระดาษสีต่างๆ หน่อกล้วย อ้อยและโคมไฟ ตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อใช้สมมติเป็นปราสาทรับเสด็จพระพุทธองค์จากสวรรค์ จากนั้นก็จะยก “จองพารา” ขึ้นไว้นอกชายคา นอกรั้ว หรือบริเวณกลางลานทั้งที่บ้านและที่วัด
ในวันขึ้น 15 ค่ำ อันเป็นวันออกพรรษานั้น ตั้งแต่เช้าตรู่ประชาชนพร้อมใจกันไปทำบุญตามวัด บางวัดจัดให้มีการตักบาตรเทโว ส่วนในตอนเย็นจะนำดอกไม้ธูปเทียนและขนมข้าวต้มไปขอขมาบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่
ก่อนย่ำรุ่งของวันแรม 1 ค่ำ จะมีพิธี “ซอมต่อ” คือการอุทิศเครื่องเซ่นแก่สิ่งที่ชาวไตถือว่ามีบุญคุณในการดำเนินชีวิต โดยนำกระทงอาหารเล็กๆ ที่จุดเทียนติดไว้ด้วยไปตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ แสงประทีปนับร้อยนับพันดวงตามวัด สถูป และบ้านเรือนในตอนใกล้รุ่งเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจมาก
                ตลอดระยะเวลาของการจัดงานตั้งแต่แรม 1 ค่ำไปจนถึงแรม 8 ค่ำ จะมีการถวายข้าวที่จองพาราวันละครั้งและจุดเทียนหรือประทีปโคมไฟไว้ตลอดในช่วงเวลาตลอดเทศกาล จะมีการละเล่นเฉลิมฉลองหลายชนิด เช่น ฟ้อนโต ฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆ ฟ้อนก้าแลว (ฟ้อนดาบ)เฮ็ดกวาม ฯลฯ ตามถนนหนทางและบ้านเรือนต่างๆ เป็นการละเล่นที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าสัตว์โลกและสัตว์หิมพานต์พากันรื่นเริงยินดีออกมาร่ายรำเป็นพุทธรูปรับเสด็จ
                ก่อนจะถึงวันแรม 8 ค่ำ จะมีพิธี “หลู่เตนเหง” คือ การถวายเทียนพันเล่ม โดยแห่ต้นเทียนไปถวายที่วัด และใน “วันกอยจ้อด” คือวันแรม 8 ค่ำ อันเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลออกพรรษา จะมีพิธี “ถวายไม้เกี๊ยะ” โดยนำฟืนจากไม้เกี๊ยะ (สนภูเขา) มามัดรวมกันเป็นต้นสูงประมาณไม่ต่ำกว่า 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณไม่ต่ำกว่า 30 เซ็นติเมตร แล้วนำเข้าขบวนแห่ประกอบด้วยฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆ และเครื่องประโคมไปทำพิธีจุดถวายเป็นพุทธบูชาที่ลานวัด เป็นอันสิ้นสุดเทศกาลออกพรรษาของชาวไต

งานเทศกาลดอกบัวตอง
                จะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี “ดอกบัวตอง” เป็นดอกไม้ป่าสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวันแต่ขนาดเล็กกว่า มักขึ้นอยู่ตามป่าเขาสูงทางตอนเหนือของประเทศไทย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีมากที่บริเวณบ้านแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง และดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม เมื่อถึงระยะที่ดอกบัวตองบานตามริมเส้นทางตลอดจนภูเขาที่สลับซับซ้อนกันอยู่นั้นจะเป็นสีเหลืองสว่างไสวไปด้วยสีของดอกบัวตองดูงดงามมาก ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงได้จัดงานเทศกาลบัวตองบานขึ้นเพื่อเป็นการชมความงามของธรรมชาติ และชมวัฒนธรรมประเพณีของชาวไต และชาวไทยภูเขา โดยจะจัดที่บริเวณอำเภอขุนยวม ในงานมีการละเล่นและมหรสพทั้งของพื้นเมืองและร่วมสมัย มีการประกวดธิดาบัวตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา การแสดงสินค้าพื้นเมือง การแข่งขันกีฬาชาวดอย ฯลฯ ตลอดจนนิทรรศการต่างๆ และการนำเที่ยวชมดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ


ร้านอาหาร

กาญจน์แพอาหาร                 ถ.ริมน้ำหน้าเมือง โทร. 513251

เจ.อาร์.ควีน (เรือสำราญภัตตาคารลอยน้ำ) 1/2-7 ถ.บ้านใต้ โทร. 511221

คุณอี๊ดแพอาหาร                  ถ.พัฒนา ต.ท่ามะขาม โทร. 512787

ท่องนทีแพอาหาร                 ถ.ริมน้ำหน้าเมือง โทร. 512944

เรือนพลอยแพอาหาร           ถ.ริมน้ำหน้าเมือง โทร. 511897

ไทยเสรีแพอาหาร                ถ.สองแคว โทร. 511128, 511346

บ้านเหนือแพอาหาร              ถ.ริมน้ำหน้าเมือง โทร. 512326

ริเวอร์แคว                            เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว โทร. 512540

สบายจิต                             284/54-55 ใกล้โรงแรมริเวอร์แคว โทร. 511931

สุดใจ                 151 เชิงสะพานใหม่บ้านยาง ริมแม่น้ำแคว โทร. 513779

โสฬส                     เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว โทร. 512540

ระเบียงฟ้า              แพอาหาร ถนนริมน้ำหน้าเมือง โทร( 034) 513823

บ้านลุงชวนสวนป้าติ๋ว 199/5 ถนนแสงชูโตเหนือ ต ท่ามะขาม อ เมือง จ.กาญจนบุรี

อ้อมตีนไก่           ถ.แสงชูโต  อยู่เยื้องกับร้าน สบายจิต เปิดขายตอน

 

 
สถานที่พัก
กิจเจริญ 284/13-14 ซอย 54 ถ.แสงชูโต โทร. 511802 จำนวน 31 ห้อง ราคา 100-180 บาท (พ , ป)
จอลลี่ฟรอกซ์       28 ซอยจีน ถ.แม่น้ำแคว โทร. 514579 จำนวน 45 ห้อง ราคา 70-100 บาท (พ)
ดอนรักบังกาโล    13/19 ถ.แสงชูโต โทร.511169 จำนวน 32 ห้อง ราคา 120-250 บาท (พ,ป)
ทิพย์วารี            221/1-4 ถ.แสงชูโต โทร. 511003 จำนวน 20 ห้อง ราคา 60-120 บาท (พ,ป)

ประสบสุขบังกาโล 677 ถ.แสงชูโต โทร. 512374 จำนวน 20 ห้อง ราคา 90-180 บาท (พ,ป)

พี เอส เกสท์เฮ้าส์ 84/4 ซอยโรงหีบอ้อย ต.บ้านเหนือ จำนวน 15 ห้อง ราคา 70-100 บาท
ไมตรีจิตบังกาโล 100/4 หมู่ 10 ถ.อู่ทอง โทร. 01-3323463 จำนวน 20 ห้อง ราคา 170-250 บาท (พ,ป)

ลักเชอรี่             284/1-5 ถ.แสงชูโต โทร. 511169 จำนวน 17 ห้อง ราคา 150-250 บาท (พ,ป)

วีแอลเกสท์เฮ้าส์ 18/11 ถ.แสงชูโต โทร. 513546, 513548 จำนวน 20 ห้อง ราคา 120-250 บาท (พ,ป)
วังทองบังกาโล    249 ถ.แสงชูโต โทร. 511046 จำนวน 24 ห้อง ราคา 100-240 บาท (พ,ป)
ศรีเจริญสุขบังกาโล 47/1 ถ.แสงชูโต โทร. 511783 จำนวน 44 ห้อง ราคา 120-200 บาท (พ,ป)
ศรีรุ่งเรืองบังกาโล 1/2 ถ.เจ้าขุนเณร โทร. 511087 จำนวน 29 ห้อง ราคา 120-200 บาท (พ,ป)
สุขสันต์              338 ซอยสถานีรถไฟ ถ.แสงชูโต โทร. 512263 จำนวน 49 ห้อง ราคา 200-500 บาท (ป)
คานาอันเกสต์เฮาส์           โทร. 01-2900587 และ01-8674996 แอร์ 300 พัดลม100-200
โรงแรมเอกไพลิน ริเวอร์แคว กาญจนบุรี      www.aekpailinriverkwai.com  02-385-8858
 
ที่พักประเภทรีสอร์ท
โบตานิกการ์เด้นรีสอร์ท     ริมแม่น้ำแคว ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
                กรุงเทพฯ โทร.(02) 538-4085 ,539-2260 Fax 9344909
                กาญจนบุรี Tel/FAX (034) 654088 01-2156792

บ้านไร่ริมแคว      หมู่ 1 ต.บ้านเก่า ห่างจากตัวเมือง 35 กิโลเมตร  90 ห้อง ราคา 1,200-2,400 บาท (ป)
อาคารชำนาญเพ็ญชาติ บิสซิเนสเซ็นเตอร์ ชั้น 1 ถ. พระราม9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
กรุงเทพฯ โทร. 026431748-9, Fax 022488454  
กาญจนบุรี โทร 034 654077-8  Fax: 034 654186

เกาะเกษมสำราญ               27 ต.บ้านใต้ นั่งเรือจากท่าชุกโดน 5 นาที
                โทร. 513359 กรุงเทพฯ โทร. 2553603-4 บังกาโล/แพ รวม 57 ห้อง ราคา 650 บาท (พ)
เกาะแควน้อยรีสอร์ท         103 หมู่ 4 ต.วังเย็น ทางไปบ้านเก่า โทร. 01-3230402 กรุงเทพฯ
                โทร.5875460-1, 5832946, 5832973 มีบังกาโล/แพ รวม 27 ห้อง ราคา 600-800 บาท (พ,ป)
แควริเวอร์ไซด์     62 หมู่ 2 ต.แก่งเสี้ยน โทร. 513167-8 กรุงเทพฯ
                โทร. 3918844-8 จำนวน 70 ห้อง ราคา 1,000-3,500 บาท
เดือนฉายรีสอร์ท             99/9 หมู่ 3 ต.ท่ามะขาม ห่างจากตัวเมือง 7 กิโลเมตร โทร. 513611-2 กรุงเทพฯ
                โทร. 4181720, 01-3120445 แพ/บังกาโล รวม 60 ห้อง ราคา 600-3,000 บาท (พ,ป)
บ้านพูนทรัพย์ ซันซีเคอร์    140 หมู่ 4 ต.ลาดหญ้า ห่างจากตัวเมือง 16 กิโลเมตร โทร.01-3120003
                กรุงเทพฯ โทร. 3778397, 3772365, 4876821 จำนวน 10 ห้อง ราคา 800-1,000 บาท
บ้านสวนฝน   ถ.กาญจนบุรี-ไทรโยค  
          - ห้องพักบนแพ 10 ห้อง
          - ห้องพักบนอาคาร 60 ห้อง
          - บังกาโล 31 ห้อง
      รวมทั้งสิ้น 101 ห้อง ** ราคาห้องละ 750 - 1200 บาท รวมอาหารเช้าแบบอเมริกัน
      สำนักงานกรุงเทพ 134/257 ถ. ประชาราษฎร์ 1 ซ. ประชาราษฎร์ 14 บางซื่อ 
      กรุงเทพ ฯลฯ 10800 โทร 02-9123137-8 แฟกซ์ 02-9123139
      ที่อยู่โรงแรม 20/3 หมู่ 8 ตำบล แก่งเสี้ยน อำเภอ เมือง กาญจนบุรี 
      71000 โทร 034-624587-9แฟกซ์ 034-625183 ห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร
ภูกาญจน์โฮมเทล                209 หมู่ 2 ถ.พัฒนาการ ซอย 3 ต.ท่ามะขาม โทร. 512282 จำนวน 16 ห้อง
ราคา 650-2,500 บาท
ริเวอร์แควฮันนี่เวลรีสอร์ท                208 หมู่ 2 ถ.พัฒนาการ ซอย 3 ต.ท่ามะขาม โทร. 515143 กรุงเทพฯ
โทร. 2221253 จำนวน 20 ห้อง ราคา 1,200 บาท (ป)
 
แพล่อง
แพโบตานิก          กรุงเทพฯ โทร.(02) 538-4085 ,539-2260 Fax 9344909
                  กาญจนบุรี โทร/FAX (034) 654088 01-2156792
แพปรีชา              โทร. 512157
แพสองแคว          โทร.512944
แพบ้านเหนือ       โทร.512036
แพไทยเสรี          โทร. 511425
แพไทย-สวีเดน    โทร. 513632
แพขุนแผน           โทร. 514002
แพอรุโณทัย         โทร. 512867
แพอิงฝั่ง              โทร. 511160
แพนิตยา               โทร. 513341
แพพบเพื่อน         โทร. 512093
แพรวมเพื่อน       โทร. 514451
แพธารทอง          โทร. 511957, 514676
 
 


Back to Top

Copyright 2004 www.At-bangkok.com All Rights Reserved
30 Sukumwit 85 Bangjak Prakanong Bangkok 10260 Tel. 662-331-1610, 662-331-1618 _Fax. 662-331-1618
email: pr@at-bangkok.com